“จะรู้ได้อย่างไร…ว่าควรตั้งศูนย์เมื่อไหร่”

ปกติแล้วระบบช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวของรถนั้นจะมีชิ้นส่วนต่างๆ มากมายเคลื่อนไหวขณะรถวิ่ง และย่อมสึกหรอ ทำให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปจากสเปก นอกจากนี้ศูนย์ล้อยังขึ้นอยู่กับความสูงของตัวรถกับพื้นถนน และการกระจายน้ำหนักลงบนล้อรถด้วย รวมถึงอายุการใช้งานของรถทำให้คอยล์สปริง บุช หรือลูกยางต่างๆ ก็เริ่มหมดอายุ

wheel-alignment
ในการตั้งศูนย์  ซึ่งในการตั้งค่ามุมล้อต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญและเครื่องมือที่แม่นยำ โดยทั่วไปจะมีอยู่ 3 มุมหลักที่จำเป็น คือ มุมโท มุมแคสเตอร์ และมุมแคมเบอร์

มุมแคมเบอร์ (Camber) – เป็นมุมเอียง ของแนวดิ่งของล้อ โดยมองจากด้านหน้ารถ ถ้าจุดศูนย์กลางของล้อซ้ายและขวาในแนวดิ่งขนานกัน ค่าแคมเบอร์เท่ากับ 0 ถ้าปรับจุดศูนย์กลางของล้อด้านบนถ่างออกและด้านล่างหุบเข้าจะเรียกว่า แคมเบอร์บวก ถ้าล้อด้านบนหุบเข้าและด้านล่างถ่างออกจะเรียกว่าแคมเบอร์ลบ โดยปกติทั่วไปแล้ว ค่าแคมเบอร์ของรถยนต์ทั้ง4ล้อจะตั้งค่าลบเล็กน้อย เพื่อให้การเข้าโค้งนั้นทรงตัวได้ดี

มุมที่ 2 คือ มุมโทอิน (Toe-in) และ มุมโทเอาต์ (Toe-out) ถ้ามองจากด้านบนหลังคารถลงไปแล้วล้อด้านหน้าสุดของทั้งสองข้างทำมุมเข้าหากันเราจะเรียกว่าโทอิน (Toe-in) แต่ถ้าด้านหน้าสุดของล้อกางออกจากกัน แล้วด้านหลังสุดของล้อเข้าหากันเราเรียกว่าโทเอาต์ (Toe-out) โดยมากรถใช้งานทั่วไปจะตั้งเป็นกลาง หรือเป็น 0 หรือบวกลบไม่เกิน 1-2

มุมแคสเตอร์ – คือมุมคอม้า ในระบบช่วงล่างหน้าแบบปีกนกสองชั้น ถูกออกแบบมาให้ส่วนบนของสลักแกนล้อหรือโช้คอัพเอียงไปทางด้านหลังของตัวรถ ลักษณะคล้ายกับตะเกียบรถจักรยาน หน้าที่ของมุมก็คล้ายๆกับมุมโท  คือช่วยรถวิ่งตรงและยังช่วยทำช่วยเลี้ยวรถมีความคล่องตัว ช่วยการคืนตัวของพวงมาลัยให้ดี ช่วยให้ล้อหมุนกับมาตรงดีขึ้นหลังจากการเลี้ยว  มุมแคศเตอร์นั้นจะมีค่ามาตรฐานของรถอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ไม่สามารถปรับได้

ถ้าศูนย์ล้อไม่ถูกต้องตามสเปก สังเกตได้จากพวงมาลัยจะดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง จนทำให้ยางทั้ง 2 ข้างสึกไม่เท่ากัน ยังส่งผลเสียต่อชิ้นส่วนของช่วงล่างที่มีอายุการใช้งานสั้นลงด้วย จึงจำเป็นต้องตั้งศูนย์ล้อเพื่อให้ได้ค่าตามที่กำหนดไว้ในสเปกของรถ

อ่านข่าวสารยานยนต์เพิ่มเติมคลิกที่นี่!

Comments

comments

You May Also Like