คืนรถไฟแนนซ์ แต่ยังโดนฟ้องเพราะ…

ในช่วงภาวะเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ เชื่อว่ามีหลายท่านกำลังประสบปัญหาด้านการเงิน และมีคำถามเข้ามาสอบถามในเพจของผมว่า เหตุใดเรานำรถยนต์ หรือ รถจักรยานยนต์ ไปคืนให้แก่ไฟแนนซ์แล้ว ยังต้องถูกฟ้องอีก

EyWwB5WU57MYnKOuh6U17CG9q0KyF32QxBmZkTuimgfxBasXhdQwum
ก่อนอื่นขอให้เข้าใจครับว่า รถยนต์ หรือ รถจักรยานยนต์ เป็นทรัพย์ ซึ่งมีการเสื่อมสภาพเร็วมากครับ ไม่ว่าจะด้วยการใช้งาน การถูกชน หรือตกรุ่น เมื่อไฟแนนซ์ยึดรถยนต์ หรือ รถจักรยานยนต์ ไปแล้ว เรียกค่าเสียหายจากผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน เพื่อเรียกค่าเสียหาย ค่าขาดราคา ค่าติดตามทวงถาม ค่าบอกกล่าวโอนสิทธิเรียกร้อง ค่าติดตามยึดรถ ดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และค่าขาดประโยชน์ หากท่านตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้จะทำอย่างไรดี วันนี้ผมขอนำเสนอปัญหาข้อกฎหมาย เกี่ยวกับกรณีการฟ้องเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และทางแก้ไขปัญหาเบื้องต้นครับหากท่านถูกฟ้องคดีเช่าซื้อ สิ่งที่ควรพิจารณาอันดับแรก คือ โจทก์เป็นผู้ให้เช่าซื้อโดยตรง หรือ มีการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บริษัทอื่น ซึ่งการโอนสิทธิเรียกร้องนั้น ตามกฎหมายผู้โอนกับผู้รับโอนจะต้องบอกกล่าวการโอนให้แก่ลูกหนี้ หรือ ผู้เช่าซื้อทราบด้วย หากไม่มีการบอกกล่าวการโอน หรือ บอกกล่าวการโอนแล้ว แต่เจ้าหนี้รายใหม่ไม่มีหลักฐานมาแสดงต่อศาลบริษัทที่รับโอนหนี้จะไม่มีอำนาจฟ้องลูกหนี้หรือผู้เช่าซื้อได้
อันดับสองพิจารณาว่า ไฟแนนซ์มีการแจ้งวัน เวลา สถานที่ทำการขายทอดตลาด ให้แก่ผู้เช่าซื้ออันดับสองพิจารณาว่า ไฟแนนซ์มีการแจ้งวัน เวลา สถานที่ทำการขายทอดตลาด ให้แก่ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ำประกันทราบหรือไม่ และเมื่อขายได้แล้ว เจ้าหนี้ต้องรายงานผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ำประกันว่าได้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปหักชำระหนี้ประเภทใดบ้าง หากไม่มีการแจ้งวัน เวลา สถานที่ทำการขายทอดตลาด หรือ รายงานผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ำประกันว่าได้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปหักชำระหนี้ประเภทใด ท่านสามารถโต้แย้งได้ครับ ว่าราคารถนั้นขายต่ำเกินไป หรือนำเงินปหักชำระหนี้ที่ไม่มีสิทธิเรียกเก็บ เช่น ค่าติดตามทวงถาม ค่าบอกกล่าวการโอน เบี้ยปรับ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหรือค่าดำเนินการของไฟแนนซ์ และเพื่อประโยชน์ในการติดตามทรัพย์ของไฟแนนซ์เอง

อันดับสามพิจารณาว่า ไฟแนนซ์ฟ้องเรียกร้องค่าอะไรบ้าง เช่น ค่าเสียหาย ค่าขาดราคา ค่าติดตามทวงถาม ค่าบอกกล่าวโอนสิทธิเรียกร้องค่าติดตามยึดรถ ดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และค่าขาดประโยชน์ ซึ่งท่านควรโต้แย้งว่าสูงเกินจริง เพื่อให้ไฟแนนซ์ นำสืบให้ได้ว่าได้ชำระเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปจริง และตามความจำเป็น ตลอดจนนำสืบถึงวิธีการคำนวณมูลหนี้หรือฐานที่มาของมูลหนี้แต่ละประเภทครับ ซึ่งมูลหนี้บางอย่าง เช่น ค่าติดตาม ค่าทวงถาม (ค่าโทรศัพท์หรือค่าส่งจดหมาย) ค่าบอกกล่าวการโอน เบี้ยปรับ ดอกเบี้ย และค่าขาดประโยชน์ หากเป็นมูลหนี้ที่ซ้ำซ้อนหรือสูงเกินจริง ศาลมีอำนาจจะปรับลดให้เหมาะสมตามความจริงได้ครับ

NjpUs24nCQKx5e1EZ20QqNSSEL6VCnQO6S6g7ufHSUx
ทั้งนี้ คำแนะนำทั้งสามข้อข้างต้น เป็นเพียงการแนะนำแนวทางสู้คดี เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับไฟแนนซ์และเจรจาขอลดยอดหนี้ เพื่อให้ได้เงื่อนไขการชำระที่ดีที่สุดครับ อย่างไรก็ตาม การเป็นหนี้ก็ต้องชดใช้ แต่ต้องอยู่บนหลักแห่งความเสียหายที่แท้จริงครับ

ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ คือ คำพิพากษาฎีกาที่ 1140/2553 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาและนำออกประมูลขายทอดตลาด เมื่อนำมาหักกับราคาเช่าซื้อที่ค้างชำระแล้วยังขาดอยู่อีก โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา 160,000 บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์และดอกเบี้ยนั้น ถือเป็นการคิดค่าเสียหายส่วนหนึ่ง เมื่อได้กำหนดค่าเสียหายให้เป็นจำนวนพอสมควรแล้วจึงไม่กำหนดให้อีก พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 160,000 บาท คำขออื่นให้ยก

ตามคำพิพากษาศาลแสดงให้เห็นว่า โจทก์มีสิทธิได้รับทั้งค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์ แต่เมื่อศาลกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาให้โจทก์มากพอสมควรแล้ว จึงไม่กำหนดค่าขาดประโยชน์ให้อีก

ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ คือ คำพิพากษาฎีกาที่ 8755/2558 เมื่อมีการเลิกสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อย่อมอาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อชดใช้ราคารถที่เช่าซื้อส่วนที่ขาดหรือค่าขาดราคาได้นับแต่วันเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ซึ่งเป็นวันที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ มิใช่นับแต่วันที่ประมูลขายทอดตลาดรถที่เช่าซื้อ เมื่อมีการเลิกสัญญาเช่าซื้อเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2550 ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขาดราคาจึงขาดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

Banner_Newunseencar1
ตามคำพิพากษาศาลแสดงให้เห็นว่า ผู้ให้เช่าซื้อสามารถฟ้องบังคับให้ผู้เช่าซื้อชดใช้ราคารถที่เช่าซื้อส่วนที่ขาดหรือค่าขาดราคาได้ ภายในระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันเลิกสัญญา มิใช่นับแต่วันที่ประมูลขายทอดตลาดรถที่เช่าซื้อ

อ่านข่าวสารยานยนต์เพิ่มเติมคลิกที่นี่

ขอบคุณรูปและเนื้อหาจาก ::thairath , ทนายเจมส์ LK

Comments

comments

You May Also Like