เรือ Höegh Osaka ขนรถหรู 1,400 เทกระจาด คาดใช้เวลาเก็บกู้หลายวัน

สำหรับข่าวนี้ก็น่าสนใจอย่างมาก เหตุเนื่องจากตั้งแต่วันที่ 3 มกราคาคมที่ผ่านมากนั้น ในเวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่งของอังกฤษ ได้มีรายงานการเกิดอุบัติเหตุ เรือขนส่งสินค้า Höegh Osaka แล่นเข้าเกยกับสันทรายที่ Bramble Bank ซึ่งเป็นบริเวณช่องแคบระหว่างจีนกับเกาะ Isle of Wight ซึ่งทำให้เรือนั้นเอียดตัว 52 องศา โดยมีลูกเรือทั้งสิ้น 24 คน ไม่มีรายงานการเสียชีวิตแต่อย่างใด แต่พบผู้บาดเจ็บหนักที่สุดคือขาหักเนื่องจากการเอียดตัวของเรือเป็นไปอย่างกะทันหัน น่าจะเป็นเหตุให้มีการกระแทกรุนแรง

เรือ Hoegh Osaka เกยตื้นที่สันทรายในอังกฤษ
เรือ Hoegh Osaka เกยตื้นที่สันทรายในอังกฤษ

โดยลูกเรือให้การโดยรวมว่า หลังจากที่เดินเรือออกจากเมือง Southampton ในอังกฤษเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมือง Bremerhaven ในประเทศเยอรมันนีได้ราวๆ 45 นาที ก็เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ซึ่งทำให้เรือมีโอกาสที่จะอับปางสูงมากกัปตันเรือจึงพยายามบังคับเรือเข้าหาบริเวณที่เป็นสันทราย ที่เป็นน้ำตื้น เพื่อไม่ให้เรือพลิกเพื่อลดความรุนแรง

เรือ Hoegh Osaka เกยตื้นที่สันทรายในอังกฤษ
เรือ Hoegh Osaka เกยตื้นที่สันทรายในอังกฤษ

โดยเรือคันดังกล่าวนั้นเป็นเรือขนส่งสินค้าที่มีความยาวถึง 179 เมตร บรรทุกเครื่องจักร JCB ประมาณ 70 กว่าชุดซึ่งจะส่งออกไปทางตะวันออกกลาง และนอกจากนี้ยังบรรทุกรถยนต์แบรนด์หรูถึง 1,400คัน ซึ่งเป็นรถของ Jaguar/Land Rover 1,200 คัน Mini 65 คัน Rolls-Royce Wraith 1 คัน ส่วนที่เหลือนั้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งทั้งนี้ทางค่ายรถ Honda อังกฤษ และ Bentley ก็รีบร้อนที่จะตรวจสอบว่ามีรถค่ายรถติดอยู่ในจำนวนนี้หรือไม่

เรือ Hoegh Osaka เกยตื้นที่สันทรายในอังกฤษ
เรือ Hoegh Osaka เกยตื้นที่สันทรายในอังกฤษ

สำหรับการเก็บกู้นั้นอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าสัปดาห์เนื่องจากในขณะนี้มีปัญหาในเรื่องของความสูงผิวน้ำและคลื่นทะเลไม่เป็นใจนัก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการพยายามที่จะลากเรือคันดังกล่าวขึ้นฝั่งโดยใช้เรือลากแล้ว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากสินค้าในเรือ Höegh Osak มีน้ำหนักมาก

Höegh Osaka
Höegh Osaka

โดยเรือบรรทุก Höegh Osak ถูกสร้างขึ้นมาในปี 2000 โดยบริษัท Tsuneishi Holdings Corporation ที่อยู่ในเมือง Kagawa ของประเทศญี่ปุ่น โดยเรือลำนี้ใช้เครื่องยนต์ Mitsubishi 8UEC60LS พลัง 19,140 แรงม้า (แต่เปิดรอบไปเท่าไหร่ไม่รู้) ความเร็วสูงสุด 19.2 น็อต (35.6 ก.ม./ช.ม.) จากนั้น มันก็ถูกปล่อยลงน้ำในชื่อแรกว่า Maersk Wind และอยู่ภายใต้การบริหารงานโดย A P Møller สิงคโปร์ ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับ A P Møller-Maersk ที่โคเปนเฮเก้น และย้ายกลับมาที่สิงคโปร์อีกครั้งในปี 2007 ก่อนที่  Höegh Autocarriers จะมาซื้อเรือลำนี้ไปและเปลี่ยนชื่อ แล้วใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

Comments

comments

You May Also Like