(ความรู้เรื่องรถ) รู้จักแบตเตอรี่รถยนต์และการดูแลรักษา

สวัสดีค่ะเพื่อนๆชาวอันซีนนิวส์สำหรับคนที่ขับขี่รถยนต์นะค่ะ วันนี้ทางทีมงานของเราก็ได้ความรู้เรื่องรถการดูแลรักษารถยนต์ในส่วนของแบตเตอรี่รถยนต์มาอัพเดตให้เพื่อนๆได้ศึกษษไว้เป็นความรู้นะค่ะ โดยเฉพาะท่านสตรีที่ขับขี่รถยนต์ยิ่งต้องอ่านค่ะ และไม่ว่ารถใหม่หรือรถมือสองก็ควรจะต้องรู้เรื่องของแบตเตอรี่ข ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับแบตเตอรี่รถยนต์กันก่อนนะค่ะ

แบตเตอรี่รถยนต์(battery)
แบตเตอรี่รถยนต์(battery)

                แบตเตอรี่รถยนต์ ทำหน้าที่ จ่ายกระแสไฟห้าให้กับอุปกรณ์ต่างๆของเครื่องยนต์ภายในรถยนต์ เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้ โดยเริ่มตั้งแต่การทำงานของมอเตอร์สตาร์ท ระบบจุดระเบิด รวมไปถึงอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกต่างๆภายในรถไม่ว่าจะเป็นวิทยุ เครื่องเสียง ระบบส่องสว่าง หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความบันเทิงอื่นๆเป็นต้น หลายคนเข้าใจผิดว่าแบตเตอรี่รถยนต์นั้นเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า แต่ความจริงแล้วแบตเตอรี่รถยนต์นั้นทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บไฟฟ้าสำรองต่างหาก และไดร์ชาร์จต่างหากเป็นเป็นอุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เมื่อใดก็ตามที่ไดร์ชาร์จไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทันท่วงที ก็จะดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้แทน ลักษณะแบบนี้จะเกิดขึ้นในบางกรณีอย่างเช่น การขับขี่ตอนกลางคืน ซึ่งจะต้องใช้ไฟฟ้ามากกว่าปกติ ก็ทำให้ไดร์ชาร์จนั้นจะต้องดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้ และในขณะเดียวกันที่หากไดร์ชาร์จทำงานได้ดีขึ้น หรือหมุนเร็วขึ้นก็จะทำให้มีพลังงานเหลือใช้ส่งกลับไปที่แหล่งไฟฟ้าสำรองก็คือแบตเตอรี่จนกว่าจะเต็ม แบตเตอรี่จ่ายไฟออกอย่างเดียวก็ตอนที่มีการสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อให้มีการส่งกระแสไฟฟ้าเข้าสู่มอเตอร์สตาร์ทและระบบต่างๆของเครื่องยนต์ และหลังจากนั้นเมื่อเครื่องยนต์สตาร์ทติดแล้วไดร์ชาร์จก็จะทำหน้าที่ประจะไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่อย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่าแบตเตอรี่นั้นไม่ได้จ่ายไฟออกอย่างเดียว ก็มีการหมุนเวียนกันนั่นเอง  หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วแบตเตอรี่จะหมดได้อย่างไร คำตอบก็คือ แบตเตอรี่จะหมดได้นั้นก็ต่อเมื่อ 2 กรณีนี้

1.เก็บไฟไม่อยู่หรือหมดอายุการใช้งาน

2. ไดร์ชาร์จทำงานผิดปกติ ซึ่งอาจจะมีผลทำให้การประจุไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ไม่ได้หรือประจุได้น้อยผิดปกติ

แบตเตอรี่รถยนต์มี 2 ชนิดด้วยกัน

1.แบตเตอรี่แบบเปียก ก็จะมีทั้งแบบเติมน้ำกลั่นบ่อยๆ และ และแบบกินน้ำกลั่นน้อย (Maintenance Free)มาก แบบแรกนั้นจะต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยแบบ 1-2 สัปดาห์ แบบนี้จะต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอ มีราคาถูกกว่า แต่แบบกินน้ำกลั่นน้อยไม่ต้องดูแลบ่อยแต่ราคาแพงกว่าเล็กน้อย แบตตเตอรี่ทั้ง 2 แบบนี้จะมีฝาปิดเปิดสำหรับไว้เติมน้ำกลั่นด้วย  ส่วนอายุการใช้งานนั้นก็ตั้งแต่ 1.5 -2 ปีหรือมากกว่านั้นแต่ไม่ควรจะใช้งานเกิน 3 ปี

2.แบตเตอรี่แบบแห้ง มีราคาค่อนข้างแพง เพราะไม่ต้องเติมน้ำกลั่น และมีอายุการใช้งานได้นานกว่า โดยอายุการใช้งาน 5-10 ปี แบตเตอรี่แบบแห้งจะไม่มีฝาจุกเปิดปิด หรือถูกซิลทับเลย แต่แบบนี้ก็จะทำตาแมวไว้ให้ดูระดับน้ำกรด และระดับของไฟที่ชาร์จ

ทราบได้อย่างไรว่าแบตเตอรี่เสื่อม

1.ระบบไฟฟ้าในรถทำงานไม่ปกติ

2.สตาร์ทเครื่องยนต์ติดยาก

3.ไฟหน้าไม่ค่อยสว่างเหมือนเดิม

4.กระจกไฟฟ้าทำงานช้าลง

สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมอย่างเช่น เครื่องเสียงอะไรต่างๆก็ควรจะเปลี่ยนและเพิ่มขนาดแอมแปร์ให้สูงขึ้น แต่การเปลี่ยนแบตเตอร์รี่นั้นไม่ควรที่จะลดขนาดแอมแปร์ลงโดยเด็กขาด

Comments

comments

You May Also Like